Skip to main content
ไม่ต้องใช้ 10,000 ชั่วโมง ก็เป็นคนที่เก่งได้
The Journal · Issue 04Essay 01 / 12
— a still life of attention

ไม่ต้องใช้ 10,000 ชั่วโมง ก็เป็นคนที่เก่งได้

ณอนไม่ได้บอกให้เราเป็นอัจฉริยะ แต่ให้เป็นแค่ "เก่งพอตัว" และนั่นอาจเพียงพอกว่าที่คิด

T
Tanarat
Editor
1 min read

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมพยายามฝึกทักษะบางอย่างแล้วมันไม่ไปไหนสักที ยิ่งฝึกยิ่งรู้สึกว่าตัวเองด้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เริ่มเชื่อว่า บางทีมันก็มีเรื่องที่เราเกิดมาไม่ถนัดจริง ๆ

แต่หนังสือเล่มหนึ่งทำให้ผมต้องกลับมาตั้งคำถามกับความเชื่อนั้น

Suddenly Talented ของ Sean D'Souza หรือที่ผมเรียกว่า "ณอน" เล่มนี้ไม่ได้พยายามจะบอกให้เราไปเป็นอัจฉริยะ ไม่ได้พูดถึงกฎ 10,000 ชั่วโมงเหมือนที่หลายคนคุ้นเคยกัน แต่มันนำเสนอเป้าหมายที่เล็กกว่า และจริงกว่านั้น

ณอนวัดระดับทักษะไว้แบบนี้

  • 0 คือคนที่ไม่มีทักษะนั้นเลย
  • 5 คือคนที่มีทักษะแบบทั่ว ๆ ไป
  • 7 คือคนที่ "เก่งพอตัว"
  • 10 คือคนที่เป็นอัจฉริยะ

เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ระดับ 10 แต่คือระดับ 7 และเขาบอกว่าแค่นั้นก็เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างได้แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือเส้นทางสู่ระดับ 7 อาจสั้นกว่าที่เราคิดมาก

อาจไม่ถึงหนึ่งปี ไม่ถึงหนึ่งเดือน ไม่ถึงหนึ่งวัน หรือในบางทักษะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ถ้าเราเจอวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หรือเจอผู้สอนที่เข้าใจว่าควรจะพาเราไปทางไหน

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ "ไม่มีความสามารถ" แต่เพียงแค่ยังไม่เจอประตูบานที่ใช่เท่านั้นเอง และระหว่างที่ยังหาประตูนั้นไม่เจอ มีสิ่งหนึ่งที่หายไปก่อนโดยไม่ทันรู้ตัว นั่นคือ ความมั่นใจ

ณอนพูดถึงความมั่นใจในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ ซึ่งฟังดูเหมือนเรื่องทั่วไปที่ใคร ๆ ก็รู้ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเราอยู่ในสังคมที่คนซึ่งมั่นใจผิดทิศก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ ยิ่งทำให้สับสนว่าความมั่นใจที่แท้จริงหน้าตาเป็นแบบไหน

แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดคิดมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือเรื่องของ "พลังงาน"

ณอนบอกว่าพลังงานคือรากฐานของการเรียนรู้ทุกอย่าง เราไม่มีทางพัฒนาทักษะอะไรได้เลยถ้าพลังงานในตัวเองหมดไปเสียก่อน พลังงานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ความสดชื่นทางกาย แต่คือแรงผลักดันที่ทำให้เราทำสิ่งนั้นต่อไปได้โดยไม่ยอมแพ้กลางทาง

และนั่นทำให้ผมมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า ความเก่งไม่ได้วัดแค่ว่าเราฝึกไปกี่ชั่วโมง แต่วัดที่ว่าเราบริหารพลังงานและความมั่นใจในระหว่างทางได้ดีแค่ไหนต่างหาก

ผู้เรียนมีหน้าที่ดูแลพลังงานและความมั่นใจของตัวเอง ส่วนผู้สอนก็มีหน้าที่ออกแบบสภาพแวดล้อมที่ไม่ทำให้ทั้งสองสิ่งนั้นสึกหรอไปก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้จริง ๆ

บางทีเราไม่ได้ต้องการแผนที่ที่พาไปถึงจุดสูงสุด เราแค่ต้องการแผนที่ที่ไม่ทำให้เราหลงและหมดแรงกลางทาง

ณอนทิ้งคำถามหนึ่งไว้ในหัวผม ว่าถ้าเราบริหารพลังงานและความมั่นใจได้ดีจริง ๆ บางทีระดับ 7 ที่ตั้งใจไว้ก็อาจจะกลายเป็น 10 ได้เองโดยไม่ต้องตั้งใจ

และนั่นอาจเป็นวิธีที่ความเก่งทำงาน ไม่ใช่จากการไล่ตาม แต่จากการไม่หยุด

— fin —
T
About the author

Tanarat

A self-taught developer with a love for coffee, a passion for coding, and a commitment to living with knowledge. He shares his space with a cat, surrounded by shelves of endless books.

The Sunday Letter

Join our community
of thinkers.

One letter, every Sunday morning. A reading recommendation, a course preview, and a question to sit with.

become a reader·No spam, ever·Unsubscribe in one click