ทั้งชีวิตที่ผ่านมา ผมได้ยินคำว่า "ขอบคุณ" มานับครั้งไม่ถ้วน ส่งงานเสร็จก็ขอบคุณ ซื้อของจ่ายเงินก็ขอบคุณ หรือช่วยเหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้รับคำขอบคุณ มันเป็นถ้อยคำที่คุ้นชินจนกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้อ่านหนังสือ Rawit Midlife ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ในบทที่พูดถึงเรื่อง "Currency of Life" หรือสกุลเงินแห่งชีวิต ซึ่งอ้างอิงแนวคิดมาจากคุณโจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ อีกทีหนึ่ง บทเรียนสั้น ๆ นั้นกลับหยุดความคิดของผม และทำให้ผมต้องหันกลับมาทบทวนคุณค่าของทุกสิ่งรอบตัวใหม่อีกครั้ง เพราะในโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงเงินตราที่เป็นสกุลเงินหลัก แต่ชีวิตมนุษย์ยังมีอีก 3 สกุลเงินที่คอยค้ำจุนให้ชีวิตเรามีความหมาย นั่นคือ ประสบการณ์ ความทรงจำ และคำขอบคุณ
สำหรับสกุลเงินแรกอย่าง "เงินตรา" คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้น แต่หนังสือเล่มนี้ชวนให้เรามองลึกไปกว่าจำนวนตัวเลข นั่นคือ "แหล่งที่มา" ของมัน เงินที่มีความหมายต้องมาจากหนทางที่สุจริตและไม่ทรยศต่อคุณค่าในใจเรา ครั้งหนึ่งผมเคยตัดสินใจปฏิเสธงานชิ้นหนึ่งไป ทั้งที่สถานการณ์ทางการเงินในตอนนั้นไม่ได้ดีนัก ผลของการปฏิเสธทำให้ผมต้องควักเงินเก็บออกมาประทังชีวิตจนเดือดร้อน เหตุผลเดียวในตอนนั้นคือทัศนคติและความเชื่อในการทำงานของเราไม่ตรงกัน ตอนนั้นผมยังตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่านี่คือการตัดสินใจที่โง่หรือเปล่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับมั่นใจว่าเงินที่ได้มาจากคนที่ไม่ใช่ มักมีต้นทุนอื่นที่มองไม่เห็นพ่วงมาด้วยเสมอ และการยึดมั่นในความถูกต้องต่างหากที่ทำให้เงินตรานั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง
สกุลเงินต่อมาคือ "ประสบการณ์" ไม่ว่ามันจะเกิดจากความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ หรือความผิดพลาดจนชีวิตต้องพลิกผัน ในอดีตผมเคยตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคงและดูมีอนาคตไกล เพื่อออกไปวิ่งไล่ตามความฝัน ผลลัพธ์ในตอนนั้นกลับมาแบบพังทลายไม่เหลือชิ้นดี หากมองด้วยสายตาของคนนอก มันอาจเป็นความล้มเหลว แต่เมื่อมองย้อนกลับมาจากจุดที่ผมยืนอยู่ ในวันนี้ ผมกลับพบว่าหากไม่มีบาดแผลจากวันนั้น ก็คงไม่มีผมที่เติบโตและแข็งแกร่งในวันนี้ ประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะโอบกอดมันไว้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคืออิฐแต่ละก้อนที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวตนของเรา
แต่สกุลเงินที่สร้างความเจ็บปวดให้ผมมากที่สุดในระยะหลังมานี้คือ "ความทรงจำ" ผมเชื่อว่าคนเรามีสองชีวิต ชีวิตแรกคือชีวิตที่เราใช้มันอยู่บนโลกใบนี้ และชีวิตที่สองคือการมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของใครสักคน ไม่นานมานี้ผมไปหาอาม่าและพบว่าท่านเริ่มล้มป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ การเห็นคนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า แต่กลับลืมเรื่องราวที่เคยผ่านร่วมกันมา ลืมครอบครัว ลืมคนที่รัก และลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร มันเป็นความจริงที่เจ็บปวดและทำให้ผมตระหนักว่า หากปราศจากความทรงจำ ชีวิตที่เหลืออยู่ก็แทบจะสูญสิ้นความหมายไปโดยปริยาย
ความเปราะบางของชีวิตและความทรงจำ นำพาผมมาสู่สกุลเงินสุดท้าย ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ตรงตัวและทรงพลังที่สุด นั่นคือ "คำขอบคุณ" เมล็ดพันธุ์ของคำนี้ไม่ได้เกิดจากมารยาททางสังคม แต่มันเกิดจากการที่เราได้ส่งมอบ "คุณค่า" บางอย่างออกไปเพื่อขับเคลื่อนชีวิตของผู้คน วันหนึ่งผมได้รับคำขอบคุณจากคนกลุ่มหนึ่งที่ผมเคยให้คำแนะนำและช่วยสอน จนพวกเขาค้นพบตัวเองและได้งานทำ วินาทีที่ได้รับข้อความเหล่านั้น มันไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกับคำขอบคุณหลังส่งงานหรือซื้อของ แต่มันเป็นคำขอบคุณที่เปี่ยมด้วยพลังจนผมรับรู้ได้ทันทีว่า "นี่แหละคือคำขอบคุณที่แท้จริง" เป็นวินาทีที่หัวใจเบิกบาน และทำให้ตัวตนที่เคยว่างเปล่ากลับมามีคุณค่าขึ้นมาทันที
เมื่อลองนับนิ้วดูแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเป็นคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้างมามากมายนับไม่ถ้วน จนบางทีก็แอบคิดเล่น ๆ ว่าผมคงใช้โชคชะตาทั้งหมดไปกับการเจอคนดี ๆ จนไม่มีโชคเหลือไปถูกหวยรางวัลใหญ่กับเขาเลยสักครั้ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะในวันนี้ผมนิยามความมั่งคั่งของชีวิตต่างไปจากเดิมแล้ว เงินตรา ประสบการณ์ และความทรงจำ อาจเป็นสิ่งที่เราต้องสะสมและรักษาไว้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับ "คำขอบคุณ" มันคือสกุลเงินเดียวที่เราต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับเพื่อส่งต่อความหมายของชีวิตให้แก่กัน ในโอกาสนี้ ผมจึงอยากใช้พื้นที่ตรงนี้เอ่ยคำว่า "ขอบคุณ" แก่ทุกเรื่องราวและทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และอยากชวนทุกท่านออกเดินทางเพื่อสะสมสกุลเงินแห่งความสุขนี้ไปด้วยกัน
Tanarat
A self-taught developer with a love for coffee, a passion for coding, and a commitment to living with knowledge. He shares his space with a cat, surrounded by shelves of endless books.



